เรื่องหนังสือแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงินจาก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 4


ฉบับที่ 45/2541                             วันที่ 26 พฤษภาคม 2541


                         ตามที่รัฐบาลไทยได้ขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงินจากกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ และได้มีการเบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้ว 3 งวด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น10.232 พันล้านเหรียญ สหรัฐ โดยงวดแรกเบิกเมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำนวนทั้งสิ้น 6.103 พันล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
จำนวน 1.621 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจากธนาคารกลางของ มิตรประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ จำนวน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ งวดที่สองเบิกเมื่อเดือนธันวาคม 2540 จำนวนทั้งสิ้น 3.211 พันล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ จำนวน 0.809 พันล้านเหรียญสหรัฐ
และจากธนาคารกลางของมิตรประเทศ และสถาบันการเงิน ระหว่างประเทศ จำนวน 2.402 พันล้านเหรียญสหรัฐ และงวดที่สามเบิกเมื่อเดือนมีนาคม 2541 จำนวนทั้งสิ้น 0.968 พันล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จำนวน 0.27 พันล้าน เหรียญสหรัฐ และจากธนาคารกลางของมิตรประเทศ
และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ จำนวน 0.698 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการเบิกจ่ายเงินกู้งวดต่อ ๆ ไปนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะมีการประเมินทุก ๆ 3 เดือน ว่ารัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง และการปฏิรูประบบการเงินที่ตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศไว้หรือไม่ ระหว่างวันที่ 4-18 พฤษภาคม 2541 คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 3 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2541 ซึ่งปรากฎว่ารัฐบาลไทยสามารถดำเนินมาตรการได้ตามเกณฑ์ปฏิบัติทุกประการ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กองทุน การเงินระหว่างประเทศร่วมกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทำ หนังสือแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงิน ฉบับที่ 4เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 เห็นชอบในหลักการและเงื่อนไขการขอรับความช่วยเหลือจาก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศตามหนังสือแจ้งความจำนงฯ ฉบับที่ 4 และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม ในหนังสือแจ้งความจำนงฯ ดังกล่าว เพื่อจะได้จัดส่งให้คณะกรรมการกองทุนการเงินระหว่างประเทศพิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายเงินกู้งวดที่ 4 ให้กับประเทศไทย โดยได้มีการปรับปรุงในสาระสำคัญต่าง ๆ 6 ประการ ได้แก่

1. ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างระมัด ระวัง
และดูแลให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับความต้องการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น การบิดเบือนในตลาดเงิน
ซึ่งเกิดจากการระดมทุนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจะลดลงโดยการระดม ทุนระยะยาวแทนการกู้ยืมเงินระยะสั้นมากขึ้น ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สภาพคล่องปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำเงินที่ระดมได้จากการออกพันธบัตรในต่างประเทศมาใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ให้แก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และเพิ่มขีดความสามารถของสถาบันเหล่านี้ในการสนองความต้องการ สินเชื่อของภาคเศรษฐกิจสำคัญ ในการนี้จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกรอบนโยบายการดำเนินงานของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจด้วย

2. เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงขึ้นจึงสามารถปรับเป้าหมายทางการคลัง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจได้โดยตรง ดังนั้น
ภายใต้แผนฟื้นฟูฯ จึงมีการปรับ เป้าหมายรวมของการขาดดุลภาครัฐบาล สำหรับปีงบประมาณ 2540/41 จากการขาดดุลร้อยละ 2 เป็น ร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

3. รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของโครงการบรรเทา ผลกระทบทางสังคม และเพิ่มโครงการสาธารณูปโภคที่มีเป้าหมายชัดเจน
โดยได้จัดสรรงบประมาณ สำหรับปี 2540/41 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ สำหรับการดำเนินงาน ภายใต้โครงการนี้

4. เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างหนี้ของ ภาคเอกชน
จึงได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่สำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของกรอบกฎหมาย และโครงสร้างสถาบัน เพื่อให้เอื้อต่อกระบวนการดังกล่าวมากขึ้น ทั้งนี้
โดยการปฏิรูปกฎหมายล้มละลาย กระบวนการบังคับหลักประกัน และกฎหมายอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้เปิดเสรีและลดข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อเพิ่มแหล่งเงินทุนสำหรับกระบวนการปรับโครงสร้าง

5. การปฏิรูปภาคการเงิน ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มทุนของระบบธนาคาร พาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยการอิงหลักเกณฑ์การกันสำรองสินทรัพย์จัดชั้น
ซึ่งเป็นมาตรฐานการปฏิบัติ สากลที่ได้มีการประกาศใช้แล้ว โดยจะมีการประกาศแนวทางการปฏิบัติเพิ่มเติมภายในกลางปีนี้

6. องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีกำหนดจะดำเนินการประมูล สินทรัพย์หลักในเร็ว ๆ นี้
รัฐบาลจะพัฒนากลยุทธเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแก่ภาค ธุรกิจเงินทุน และแก้ไขสถานภาพของธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง การดำเนินการ
เหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการลดการพึ่งพาการสนับสนุนจากกองทุนฟื้นฟูฯ ในอนาคต รายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ ของหนังสือแจ้งความจำนงฯ ฉบับที่ 4   สรุปได้ดังนี้

1. ภาพรวมและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

รัฐบาลร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากกว่าที่ได้คาดการณ์
โดยได้ปรับตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2541 ที่สำคัญ ได้แก่ การปรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจากติดลบร้อยละ 3 ถึง 3.5 เป็นติดลบ ร้อยละ 4 ถึง 5.5   การปรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อลดลงจากร้อยละ 11.6 เป็นร้อยละ 10.5 การปรับตัวเลข ของดุลบัญชีเดินสะพัดจากเกินดุล 4.4 พันล้านเหรียญ สรอ. หรือเท่ากับร้อยละ
3.9 ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ เป็นเกินดุล 8.5 พันล้านเหรียญ สรอ. หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 6.9 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสำหรับตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศได้ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 23 ถึง 25 พันล้านเหรียญ สรอ. เป็น 26 ถึง 28 พันล้านเหรียญ สรอ.

1.1 นโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

การปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2541 ประกอบกับการที่ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นในระดับที่มีเสถียรภาพ
ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย ระยะสั้นอาจสามารถปรับลดลงได้เพื่อเป็นเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงให้ความ
สำคัญกับเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอันดับแรก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงต้อง ดำเนินการอย่างระมัดระวัง
และรัฐบาลพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหากอัตราแลกเปลี่ยน ขาดเสถียรภาพอีก

นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการออกพันธบัตร รัฐบาลในต่างประเทศมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
เพื่อให้สถาบันการเงิน ดังกล่าวสามารถมีส่วนร่วมในการเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจส่งออก

1.2 นโยบายการคลัง

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการการคลังอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด
แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาคาดว่าจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่าที่ได้เคยประมาณการไว้ นอกจากนี้ รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมและแรงงานจาก วิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
จึงได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ต่อสังคมและแรงงาน
การลดลงของรายได้และการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายด้านสังคมจะส่งผลให้ฐานะการคลัง ของรัฐบาลในปี 2541 ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 3   ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยแยกเป็นการขาดดุลของรัฐบาลกลางร้อยละ 2.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และการ
ขาดดุลของรัฐวิสาหกิจร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยการขาดดุลของรัฐบาล
กลางทั้ง..ปีไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาระบบสถาบันการเงิน

สำหรับฐานะการคลังในปีงบประมาณ 2542 นั้น รัฐบาลและกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศคาดว่าเศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัว
ซึ่งจะส่งผลให้ฐานะการคลังขาดดุลลดลงเหลือร้อยละ 2.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยแยกเป็นการขาดดุลของรัฐบาลกลางร้อยละ 1.5 ซึ่งการขาดดุล
ดังกล่าวรัฐบาลได้รวมค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินไว้เรียบร้อยแล้ว และการขาดดุล ของรัฐวิสาหกิจร้อยละ 1 ทั้งนี้   การคาดการณ์ดังกล่าวจะมีการทบทวนอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม 2541

1.3 นโยบายด้านต่างประเทศ

รัฐบาลจะรักษาระดับทุนสำรองระหว่างประเทศให้ได้ตามเป้าหมายที่ได้ตกลงไว้ กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยคาดว่าระดับของทุนสำรองระหว่างประเทศ
ณ สิ้นปี 2541 จะสูง กว่าการประเมินครั้งที่แล้ว ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดได้มีการเกินดุลอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลสูงถึง 8.5
พันล้านเหรียญ สรอ. หรือเทียบเท่าร้อยละ 6.9 ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ ณ สิ้นปี 2541 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการประเมินครั้งที่แล้วอย่างมาก

2. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

2.1 การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบธนาคารพาณิชย์

รัฐบาลจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการให้สถาบันการเงินทั้งหมดต้องเพิ่มทุน ตามเกณฑ์การจัดชั้นสินเชื่อและกันสำรองตามมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น
ซึ่งได้ประกาศไปแล้วเมื่อปลาย เดือนมีนาคม 2541 ปรากฎว่าธนาคารพาณิชย์ใหญ่หลายแห่งประสบความสำเร็จในการเพิ่มทุนแล้ว และธนาคารขนาดเล็กลงมากำลังอยู่ในขั้นตอนในการตกลงกับผู้ร่วมทุนต่างชาติ ซึ่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2540 เป็นต้นมา
ได้มีเงินทุนไหลเข้ามาในระบบเพื่อการนี้ประมาณ 3 พันล้านเหรียญ สรอ. โดยส่วนใหญ่ จะมาจากนักลงทุนต่างประเทศ

สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงทั้ง 4 แห่ง ยังคงดำเนินการตาม ปกติ ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้แล้ว
รัฐบาลกำลังพัฒนา แนวทางที่จะแก้ปัญหา และการแปรรูปโดยได้มีการว่าจ้างสถาบันการเงินเป็นที่ปรึกษาดำเนินการเสนอ
แนวทางแก้ไขปัญหาที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2541 และรัฐบาลจะ
ดำเนินการปฏิบัติตามแนวทางที่เหมาะสมให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2541

2.2 แนวทางในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งสำหรับสถาบันการเงินที่เปิดดำเนินกิจการอยู่

บริษัทเงินทุน 35 แห่ง ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ถูกจัดอยู่ในแผนการเพิ่มทุน การจัดชั้นสินเชื่อ และการกันสำรองเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์
ซึ่งบางบริษัทได้ดำเนินการบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายบริษัทที่ต้องมีการควบกิจการ ซึ่งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 รัฐบาลได้เข้าแทรกแซงบริษัทเงินทุนอีก 7 แห่ง ที่ไม่สามารถดำเนินการเพิ่มทุนได้ โดยมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำในการควบกิจการ นโยบายการควบกิจการนี้จะถูกใช้กับ บริษัทเงินทุนอื่นๆ
ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามบันทึกความเข้าใจกับธนาคารแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้มีส่วน ในการเพิ่มวงเงินสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลที่เหมาะสมจากภาครัฐ และจะมีการเสนอแนวทางการปฏิบัติของสถาบันการเงินเหล่านี้ ภายใต้ความช่วยเหลือจากธนาคารโลก

2.3 การจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุน 56 แห่งที่ถูกปิดกิจการ

องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ได้ดำเนินการจัดระเบียบ และกฎเกณฑ์การประมูลเสร็จแล้วภายใต้ความช่วยเหลือของธนาคารโลก
ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความคืบหน้า ในการจำหน่ายสินทรัพย์บางส่วนไปแล้วจำนวนมาก และจะได้มีการดำเนินการประมูลลูกหนี้เช่าซื้อและ ลูกหนี้สินเชื่อต่อไป โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่าในชั้นแรกไม่น้อยกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ สรอ.
และมีการจ้างตัวแทนสถาบันการเงินทำการตลาดเพื่อที่จะดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั้งจากสถาบัน
การเงินที่ดำเนินกิจการในเมืองไทยรวมไปถึงกิจการวิเทศธนกิจ
นอกจากนี้แล้วจะมีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการโอนสินทรัพย์โดยจะออกเป็นพระราชกำหนดภายในเดือนพฤษภาคม 2541

ในส่วนของการจัดองค์กรและขั้นตอนการทำงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ สถาบันการเงิน (บบส.) สามารถสรุปได้ว่ามีความคืบหน้า โดยสามารถเพิ่มทุนเป็น 1 หมื่นล้านบาทได้ นอกจากนี้แล้ว บบส. และธนาคารรัตนสินจะดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเข้าประมูลและจัดหา แหล่งเงินทุน นอกจากนี้
เพื่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในกระบวนการประมูล สินทรัพย์ รัฐบาลจะให้บุคคลที่สามทบทวนขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการประมูลของ
ปรส./บบส./รัตนสิน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2541

2.4 นโยบายและการดำเนินงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

รัฐบาลได้ตัดสินใจรับภาระความเสียหายที่ผ่านมาทั้งหมดของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยการแปลงหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหนี้ของรัฐบาล
ซึ่งรัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลจำนวนไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ในปี 2541/42 โดยดอกเบี้ยจะมาจากงบประมาณประจำปี และการชำระคืนต้นเงิน   ส่วนหนึ่งจะจัดสรรจากกำไรในอนาคตของธนาคารแห่งประเทศไทยในอัตราร้อยละ 90 ของกำไรดังกล่าว
และอีกส่วนหนึ่งจะจัดสรรจากรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยกระทรวงการคลังกำลังทำการศึกษา ถึงรายละเอียดของการออกพันธบัตรนี้ ซึ่งหวังว่าจะเป็นการแยกความต้องการกู้เงินของกองทุนฟื้นฟูฯ ให้ออกจากการจัดการอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทย
และในอนาคตกองทุนฟื้นฟูฯ จะกลายเป็นผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงิน ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดในระบบการเงินสำหรับ การปล่อยกู้รายใหม่ นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในการเร่งจัดทำกลไกประกันเงินฝาก เพื่อนำมาใช้แทนการค้ำประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ในปัจจุบันของกองทุนฟื้นฟูฯ

2.5 การปรับปรุงระบบกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน

สำหรับมาตรการในการกำกับและควบคุมดูแลสถาบันการเงินนั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับมูลค่าสินเชื่อและความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงิน โดย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนที่มีเงินทุน ไม่เพียงพอ นอกจากนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้สถาบันการเงินทุกแห่งลงนามในบันทึกความเข้าใจ เกี่ยวกับการเพิ่มทุนใหม่เป็นระยะ ๆ
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การกันสำรองตามมาตรฐานสากลที่จะ มีการบังคับใช้อย่างเป็นขั้นตอนและแล้วเสร็จภายในปี 2543
สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพที่จะต้องได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ ก็มีความ
จำเป็นที่จะต้องมีแผนรายละเอียดแนวทางปฏิบัติเพื่อที่จะทำให้เกณฑ์การจัดชั้นสินเชื่อและการกันสำรอง ใหม่มีประสิทธิภาพ
และสร้างแรงจูงใจต่อสถาบันการเงินในการปรับโครงสร้างสินเชื่อ แนวทางปฏิบัตินี้ จะมีความเป็นมาตรฐานสากล
ซึ่งมีความสำคัญต่อการหมุนเวียนของสินเชื่อในระบบการเงินอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในขณะที่ผู้ขอสินเชื่อไทยยังคงประสบความยากลำบากในวิกฤตการณ์นี้
โดยรัฐบาลไทย คาดว่าแนวทางปฏิบัตินี้จะเริ่มสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 นอกจากนี้ จะมีการนำแนวทางในการประเมินมูลค่าหลักประกันมาใช้สิ้นเดือนมิถุนายน 2541
เช่นกัน รัฐบาลกำลังทบทวนกฎหมายด้านการธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อที่จะนำ ไปสู่การปฏิรูปกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องต่อไปภายในปีนี้
ขณะนี้รัฐบาลได้ขอความช่วยเหลือจาก ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G-7 เพื่อให้คำแนะนำในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงงานด้านกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน นอกจากนี้ ธนาคารแห่ง
ประเทศไทยจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพนักงานด้านการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน โดยการ จัดฝึกอบรมและสรรหาพนักงานเพิ่มขึ้น

3. การสนับสนุนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวม

รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวม และบรรเทาผลกระทบต่อ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้แรงงานจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมาตรการต่าง ๆ ประกอบด้วย

3.1 การปรับโครงสร้างของธุรกิจและการปฏิรูปกฎหมาย

รัฐบาลได้ดำเนินการและอำนวยความสะดวกในการปรับโครงสร้างหนี้ภาค เอกชน โดยผ่านกระบวนการด้านการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและกฎหมาย
ซึ่งรวมถึงการแก้ไขกฎหมาย ล้มละลาย การแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการบังคับหลักประกัน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ธนาคารและ
ธุรกิจจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งประกอบด้วย เจ้าหนี้ภายในประเทศ และลูกหนี้ต่าง ๆ
ได้เสนอข้อแนะนำเบื้องต้นให้มีการจัดทำกฎเกณฑ์ของการลง บัญชี
และการกันสำรองให้ชัดเจนสำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ามาตรการดังกล่าว จะช่วยลดอุปสรรคในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการเจรจา
ผ่อนผันการชำระหนี้มากกว่าที่จะให้มีการฟ้องล้มละลาย รัฐบาลได้ประกาศว่ายังคงยืนยันที่จะไม่นำเงิน ของภาครัฐมาโอบอุ้มธุรกิจเอกชน

เพื่อเป็นการปรับปรุงการบริหารและการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะ
กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดำเนินการเปิดเผยข้อมูล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำระบบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ภายใน สิ้นปี 2541 นอกจากนี้
รัฐบาลจะออกมาตรการที่ให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
โดยมาตรการดังกล่าวจะเสริมสร้างให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งมาตรการ ดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2541

3.2 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการส่งเสริมการแข่งขัน

จากการที่รัฐบาลได้ระบุไว้ในหนังสือแจ้งความจำนง ฉบับที่ 3 เกี่ยวกับการ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ในฉบับนี้รัฐบาลได้วางมาตรการเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไว้อย่างชัดเจน และ รัฐบาลกำลังเจรจากับพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อจูงใจให้เห็นพ้องต้องกันในการ แปรรูปดังกล่าว ทั้งนี้ แผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจะต้องแล้วเสร็จภายในการประเมินผล ครั้งหน้า

ในด้านการแข่งขัน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการเปิดเสรี โดย เฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศ
ซึ่งจะช่วยในการเสริมสภาพคล่องให้กับภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลจะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย ปว.281 และ
กฎหมายต่าง ๆ เพื่อเป็นการเอื้ออำนวยต่อการลงทุนจากต่างประเทศในภาคธุรกิจต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ หลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์

3.3 โครงการด้านสังคม

รัฐบาลจะดำเนินมาตรการด้านสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาจาก วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างจริงจังต่อไป โดยในหนังสือแจ้งความจำนง ฉบับที่ 4
ได้ระบุถึงมาตรการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโครงการทางด้านสังคมที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุน จากธนาคารพัฒนาเอเซีย ธนาคารโลก
และกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล นอกจากนั้น รัฐบาลจะกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดเล็กในภาคการเกษตร
และ มีการเพิ่มเงินสนับสนุนในโครงการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานและการให้เงินกู้กับแรงงานที่ว่างงาน เพื่อช่วยในการสร้างงานให้กับแรงงานดังกล่าว

4. การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสของนโยบายเศรษฐกิจ

การเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง ความเชื่อมั่น และประกันเสถียรภาพของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรฐานการเผยแพร่ ข้อมูลภายใต้กรอบของ Special Data Dissemination Standard (SDDS) ของกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศแล้ว
และจะให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบภายในสิ้นปี 2541 นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีความโปร่งใส รวดเร็ว และครอบคลุมขอบเขตที่กว้างมากขึ้นอีกด้วย


หนังสือถึงนายคองเดอซู กรรมการจัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ

บันทึกแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย

ตารางเศรษฐกิจมหภาคของไทยภายใต้โครงการ IMF 1996-98

Box A-E

เป้าหมายด้านการเงิน

เป้าหมายด้านการคลัง

เป้าหมายภาคต่างประเทศ

สมมติฐานและอัตราแลกเปลี่ยนภายใต้แผนฟื้นฟูฯ

* * Download file :Size 55 kb. * *


Last updated: May 27, 1998